Global Impact Investing Network กับการลงทุนเพื่อสังคม
สฤณี อาชวานันทกุล
ในคอลัมน์นี้ผู้เขียนเคยพูดถึง “การลงทุนเพื่อสังคม” (impact investment) ว่าเป็นการลงทุนแขนงใหม่ที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าสัดส่วนของเงินลงทุนปัจจุบันจะยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนในตลาดกระแสหลัก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ประเมินว่าขนาดของวงการนี้จะเติบโตจากประมาณ 50,000ล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน เป็น 500,000ล้านดอลลาร์ หรือ 10เท่า ภายในปี ค.ศ. 2020
ความสนใจในการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งโดยนิยามที่ใช้กันทั่วไปหมายถึงการลงทุนในกิจการเพื่อสังคม (กิจการที่มุ่งแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยที่มีความยั่งยืนทางการเงินด้วย) ที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2008เป็นต้นมา มีปัจจัยหนุนเสริมที่สำคัญสองประการ ประการแรก นักลงทุนกระแสหลักมองหาทางเลือกในการลงทุนหลังจากที่เริ่มตั้งคำถามกับผลกระทบของบริษัทจดทะเบียนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ประการที่สอง การตบเท้าเข้าสู่วงการของนักการเงินกระแสหลักจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกผิดในฐานะที่ภาคการเงินอเมริกันเป็นตัวการใหญ่ในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ อยากเปลี่ยนงานที่ได้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางการเงินในทางที่มีความหมายมากกว่าเดิม
ถึงแม้ว่าวงการการลงทุนเพื่อสังคมจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง วงการนี้ก็ยังไม่มีทางดึงดูดนักลงทุนกระแสหลักส่วนใหญ่ได้ ตราบใดที่วงการนี้ยังไม่มี “ตลาด” ที่ชัดเจน คือยังไม่ใช่ “ประเภทการลงทุน” (asset class) ที่มีสภาพคล่องเพียงพอ (ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่าย) และให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยมากพอที่จะใช้ในการประเมินและเปรียบเทียบข้ามองค์กรและสาขา เพื่อตอบคำถามได้ว่ากิจการเพื่อสังคมแต่ละแห่งน่าจะนำส่งผลตอบแทนทางการเงินเท่าไร มีความเสี่ยงเพียงใดเมื่อเทียบกับกิจการอื่นและการลงทุนชนิดอื่น และมีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด
ปัจจุบันมีนักการเงิน นักบัญชี และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนหลายกลุ่มที่กำลังค้นคว้าหาวิธีที่จะสร้าง “ตลาด” ที่ชัดเจนและมีมาตรฐานให้กับการลงทุนเพื่อสังคม เพื่อดึงดูดนักลงทุนกระแสหลักอย่างเป็นระบบ หลายกลุ่มเลือกสร้าง “ตลาดหุ้นเพื่อสังคม” เพื่อจับคู่นักลงทุนเพื่อสังคมกับกิจการเพื่อสังคม เช่น Social Stock Exchange ในลอนดอน และ Impact Investment Exchange Asia (IIX) ในสิงคโปร์ ซึ่งทั้งสองแห่งคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2012
ไม่ว่าวงการการลงทุนเพื่อสังคมจะมีตลาดหุ้นเฉพาะกิจหรือไม่ก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานประการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี คือการคิดค้นมาตรฐานการวัด เปิดเผย และประเมินผลประกอบการของกิจการเพื่อสังคม ทั้งด้านการเงิน (ผลตอบแทนต่อตัวเองและเจ้าของ) และด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (ผลตอบแทนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในมิติที่กิจการตั้งเป้าว่าจะแก้ปัญหา) อย่างเป็นระบบและเปรียบเทียบได้ไม่ต่างจากมาตรฐานบัญชีที่ใช้กับธุรกิจทั่วไป
ปัจจุบันมีนักการเงินและนักบัญชีหลายกลุ่มที่พยายามรวบรวมและคิดค้นมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่ว่านี้อย่างเป็นระบบ กลุ่มที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ Global Impact Investing Network (GIIN, http://www.thegiin.org/) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันชั้นนำในภาคการเงินและภาคไม่แสวงกำไรหลายแห่ง เช่น Rockefeller Foundation, Deloitte, PwC, Hitachi, Citigroup, Deutsche Bank, JPMorgan และ Bill & Melinda Gates Foundation มูลนิธิที่ก่อตั้งโดย บิล เกตส์ และภรรยา องค์กรภาคีหลายแห่งในกลุ่มนี้ค้นคว้าวิจัยการวัดผลทางสังคมโดยลำพังมาก่อน ตัดสินใจผนึกกำลังกันในปี 2009
สิ่งที่ GIIN พยายามทำนั้นไม่ง่ายเลยเมื่อเทียบกับการประเมินลงทุนที่หวังแต่ผลตอบแทนทางการเงิน ลองนึกดูว่า ถ้าเราอยากรู้ว่าฟาร์มกาแฟออร์แกนิคในเคนยาที่สร้างงานในฤดูเก็บเกี่ยว 20ตำแหน่งสร้างผลตอบแทนทางสังคม (ช่วยคนให้หายจน) เท่ากับ มากกว่า หรือน้อยกว่าโรงงานทอผ้าในกัวเตมาลาที่สร้างงานประจำ 20ตำแหน่งเท่ากัน เราจะหาคำตอบนี้ได้อย่างไร คำตอบส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเปรียบเทียบระดับค่าครองชีพระหว่างเคนยากับกัวเตมาลา และประเมิน “ความคุ้มค่า” ของเงินลงทุน คือเปรียบเทียบผลตอบแทนทางสังคมที่แต่ละแห่งสร้าง กับมูลค่าของเงินและทรัพยากรอื่นๆ ที่ใช้ในการลงทุน
GIIN คาดหวังว่ากรอบคิดและเครื่องมือต่างๆ ที่พวกเขากำลังพัฒนาจะช่วยนำเงินลงทุนไปยังกิจการเพื่อสังคมที่สร้างผลตอบแทนทางสังคมสูงในพื้นที่ห่างไกลทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้นจะสามารถสร้าง “บรรทัดฐาน” ในการประเมินผลตอบแทนหรือผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กรและเครื่องมือทางการเงินทุกรูปแบบ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกิจการเพื่อสังคมอย่างเดียว แต่รวมถึงบริษัททั่วไป ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม เนื่องจากกิจการทุกรูปแบบล้วนมีส่วนสร้างหรือทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย
กลุ่มเป้าหมายหลักของ GIIN ในการพัฒนามาตรฐานนี้คือนักลงทุนกระแสหลัก เนื่องจาก GIIN เชื่อมั่นว่ามีนักลงทุนจำนวนมากที่จะเลือกลงทุนในกิจการที่สร้างผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเยี่ยม ถ้าเพียงแต่พวกเขามีวิธีวัดผลตอบแทนที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ แนวทางของ GIIN แตกต่างจากแนวทางประเมินผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (environment, social, governance เรียกรวมว่า ESG) ที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียนทั่วไป เนื่องจากเป้าหมายหลักของการประเมิน ESG อยู่ที่การเปรียบเทียบทางเลือกในการลงทุนเพื่อลดพฤติกรรมที่สร้างผลกระทบทางลบต่อสังคมให้ได้มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็ไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่รับผิดชอบ
ในเมื่อจุดหมายของการประเมิน ESG อยู่ที่การช่วยนักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (negative impact) น้อยที่สุด แนวทางนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องหาวิธีประเมินและตีค่าผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนแบบที่ GIIN กำลังทำ แต่ GIIN ต้องหาทางประเมินเป็นตัวเลขเนื่องจากต้องการสนับสนุนกิจการที่สร้างผลกระทบเชิงบวก (ผลตอบแทน) ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (positive impact) ได้มากที่สุด ซึ่งก็มักจะเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ
ระบบ มาตรฐาน และเครื่องมือในการวัด ประเมิน และเปิดเผยผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนับเป็น “อิฐก้อนแรก” ที่จำเป็นต่อการสร้างตลาดทุนใหม่ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนกระแสหลักผู้คุ้นชินกับตัวเลขและกำไรทางการเงิน GIIN คาดหวังว่าเมื่อมีระบบนี้แล้ว เราก็จะได้เห็นมืออาชีพทุกฝ่ายในโลกการเงินกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และผู้กำกับดูแลภาครัฐ สนใจที่จะมาให้บริการและสนับสนุนตลาดการลงทุนเพื่อสังคมมากกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนั้นมืออาชีพเหล่านี้ก็จะยิ่งดึงดูดให้นักลงทุนกระแสหลักหันมาสนใจลงทุน ก่อเกิดเป็น “วงจรอันดีงาม” (virtuous cycle) ที่จะค่อยๆ กินพื้นที่และในที่สุดก็อาจสามารถเข้ามาแทนที่ “วงจรอุบาทว์” (vicious cycle) แห่งการเก็งกำไร ความละโมบ และความกลัว ซึ่งเป็นลักษณะหลักของตลาดทุนทั่วโลกมานานเกินไปแล้ว--จบ--


